การใช้ If (4 แบบ)

If-Clause

การใช้ If (4 แบบ)

แต่ละตำราก็จะเรียกไม่ค่อยเหมือนกัน เอาง่ายๆ ละกันว่ามี 4 แบบ ไปจำว่า First condition, Second condition หรือ Third condition ก็ไม่ได้ช่วยให้เราเรียนรู้อะไร

แบบที่ 1 If + Present Simple, Present Simple
วิธีใช้ ใช้กับเหคุการณ์ที่เป็นความจริง
เช่น

  • If you heat water, it boils. (ถ้าคุณต้มน้ำ น้ำก็เดือด)
  • If you get here before seven, we can catch the early train. (ถ้าคุณมาถึงที่นี่ก่อน 7 โมง เราก็สามารถขึ้นรถไฟไปได้เร็ว)
  • I can’t drink alcohol if I have to drive. (ฉันไม่สามารถดื่มแอลกอฮอล์ถ้าฉันต้องขับรถ)

แบบที่ 2 If + Present Simple, Will + V1
วิธีใช้ ใช้กับเหคุการณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
เช่น

  • If I have enough money, I will go to Japan. (ถ้าฉันมีเงิน ฉันจะไปญี่ปุ่น)
  • If he is late, we will have to the meeting without him. (ถ้าเขามาสาย เราจะต้องเริ่มการประชุมโดยไม่มีเขา)
  • I won’t go outside if the weather is cold. (ฉันจะไม่ออกไปข้างนอกถ้าอากาศมันเย็น)
  • If I have time, I will help you. (ถ้าฉันมีเวลา ฉันจะช่วยคุณ)
  • If you eat too much, you will get fat (ถ้าคุณกินมากเกินไป คุณก็จะอ้วน)

แบบที่ 3 If + Past Simple, would + V1 (would แปลว่า น่าจะ) (Past Simple à V2)
วิธีใช้ ใช้กับเหคุการณ์ที่ตรงข้ามความจริงในปัจจุบัน หรือ อนาคต
เช่น

  • If I knew her name, I would tell you. (ถ้าฉันรู้ชื่อเธอ ฉันก็น่าจะบอกคุณ) [จริงๆ แล้วไม่รู้จักชื่อเธอ]
  • She would be safer if she had a car. (เธอน่าจะปลอดภัยกว่านี้ ถ้าเธอมีรถ) [จริงๆ แล้วเธอไม่มีรถ]
  • It would be nice if you helped me do the housework. [มันน่าจะดีถ้าคุณได้ช่วยฉันทำงานบ้านบ้าง] [จริงๆ แล้วเธอไม่ช่วยเลย]
  • If I were you, I would call her. (ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันน่าจะโทรหาเธอ) [จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้เป็นคุณ]
  • If I were you, I would not say that. (ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันก็ไม่น่าจะพูดเช่นนั้น) [จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้เป็นคุณ]

แบบที่ 4   If + Past perfect, would have + V3 (Past perfect -> Had + V3)
วิธีใช้ ใช้กับเหคุการณ์ที่ตรงข้ามความจริงในอดีต
เช่น

  • If you had worked harder, you would have passed your exam.  (ถ้าคุณขยันให้มากกว่านี้ คุณก็น่าจะสอบผ่าน) [จริงๆ แล้วสอบตกไปแล้ว]
  • If you had asked me, I would have told you. (ถ้าคุณถามฉัน ฉันก็น่าจะบอกคุณไปแล้ว) [จริงๆ แล้วคุณไม่ได้ถาม]
  • I would have been in big trouble if you had not helped me. (ฉันน่าจะมีปัญหาไปแล้ว ถ้าคุณไม่ได้ช่วยฉันไว้) [จริงๆ แล้วคุณช่วยฉันไว้]
  • If I had met you before, we would have been together. (ถ้าฉันพบคุณก่อนหน้านี้ เราก็น่าจะได้อยู่ด้วยกันไปแล้ว) [จริงๆ แล้วฉันพบคุณช้าไป]
การใช้ If (4 แบบ)

การใช้ ain’t

ain’t เป็นคำที่ถูกนำมาใช้แทนคำว่า is not, am not, are not, have not, was not, were not, has not, do not, does not, did not และอื่นๆ

เช่น

I ain’t seen him for two weeks. (ในที่นี้ ain’t = haven’t) – ฉันไม่เจอเขามาสองสัปดาห์แล้ว

It ain’t easy. (ในที่นี้ ain’t = isn’t) – มันไม่ง่าย

It ain’t you. (ในที่นี้ ain’t = isn’t) – มันไม่ใช่คุณ (จากเพลง ของ Alicia Keys ’If I ain’t got you’)

httpv://www.youtube.com/watch?v=jhPAK8HjcPI

I ain’t got you. (ในที่นี้ ain’t =haven’t) – ฉันไม่มีคุณ

จะเห็นได้ว่าประธานของประโยคจะเป็นอะไรก็ได้ เราสามารถใช้รูปปฏิเสธเป็น ain’t ได้ทั้งหมด

ผู้เขียนไม่นิยมให้นำไปใช้แต่ เป็นภาษาที่ใช้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น ขอให้ทุกคนได้รู้ว่า มันแปลว่าอะไร ก็พอ ครับ

การใช้ ain’t

การใช้ In On At [Part I]

มีหลายคนถามผมว่า in on at (preposition)ใช้อย่างไร เป็นคำถามที่ยากนะครับ ลองดูตารางข้างล่างนี้ เป็นหลักการที่เกี่ยวข้องกับ สถานที่

การใช้ In On At [Part I] เป็น part ที่เกี่ยวข้องกับ สถานที่

in on at

Part ต่อไปจะนำเสนอการใช้ in on at ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเวลา นะครับ

การใช้ In On At [Part I]
Finder